[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by KMOBECMAXSITE 1.2.1

    


ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
เรื่อง : การพัฒนางานนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ
บทความ



 การพัฒนางานนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ

The purposes of the development of school supervision on teaching management
at Bangkapi school
.
ธัญมัย แฉล้มเขตต์ 1  Tanyamai Chalamkate 1 

1 รองผู้อำนวยการโรงเรียนบางกะปิ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กระทรวงศึกษาธิการ

 

บทคัดย่อ

การพัฒนางานนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ  เป็นการวิจัยที่มีความมุ่งหมาย เพื่อพัฒนากระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ และศึกษาผลการใช้กระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ  โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development)  มีขั้นตอนการวิจัย 4 ขั้นตอนคือ 1) สำรวจปัญหา ความต้องการ ศึกษาและสังเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน 2) สร้างและตรวจสอบกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน 3) ทดลองใช้กระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน และ4) ปรับปรุงแก้ไขกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน  ผู้วิจัยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้รับการนิเทศ (สอนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน) จำนวน 3 คน และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนบางกะปิ จำนวน 530 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จากประชากร  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินโครงร่างกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน แบบสัมภาษณ์เพื่อทราบปัญหาและความต้องการการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน แบบประเมินสมรรถนะการจัดการเรียนการสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของครูผู้รับการนิเทศ  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบใช้สถิติทดสอบค่าทีแบบ One Sample t-test และ t-test for dependent sample  และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)

ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้                         

1.  ผลการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ พบว่า กระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ มีความเหมาะสมในการนำไปใช้นิเทศอยู่ในระดับมาก โดยแต่ละองค์ประกอบมีความสอดคล้องเกี่ยวข้องกัน และกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ มี 6 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่1 การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน (Management by data : M)  ขั้นตอนที่ 2 การวางแผนการนิเทศ (Planning : P)  ขั้นตอนที่ 3 การให้ความรู้ก่อนการนิเทศ(Informing : I) ซึ่งประกอบด้วยวิธีการจัดการเรียนการสอน 5 ขั้น คือ 1) การสร้างเสริมแรงบันดาลใจ 2) การใช้ผังมโนทัศน์ 3) การถ่ายโยงการเรียนรู้  4) การเรียนรู้จากการปฏิบัติ 5) การสร้างความชำนิชำนาญ  ขั้นตอนที่ การจัดสรรทรัพยากร (Allocating Resources : A)  ขั้นตอนที่ 5 การปฏิบัติงานตามแผน (Doing : D)  และขั้นตอนที่ 6 การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Assessing Process : A)

          2.  ผลการใช้กระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ  พบว่า2.1  สมรรถนะการจัดการเรียนการสอนของครูผู้รับการนิเทศอยู่ในเกณฑ์ระดับดี
            2.2  นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
            2.3  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนโดยครูผู้รับการนิเทศ อยู่ในเกณฑ์ระดับมากซึ่งมีค่าเฉลี่ยระดับความพึงพอใจแตกต่างจากค่าเฉลี่ยที่เป็นค่าเกณฑ์ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่เป็นเกณฑ์
           
2.4  นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2558 มีผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน
(O-NET) วิชาภาษาต่างประเทศสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ
           
2.5  ครูผู้รับการนิเทศมีความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ อยู่ในเกณฑ์ระดับมาก
            การวิจัยและพัฒนางานนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ  เป็นกระบวนการนิเทศการจัดการเรียนการสอนวิธีการหนึ่งที่ควรนำไปขยายผล  เพื่อประยุกต์ใช้ในการนิเทศการจัดการเรียนการสอนของครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ ของโรงเรียนบางกะปิ ต่อไป

คำสำคัญ: กระบวนการนิเทศภายใน, การจัดการเรียนการสอน

 

Abstracts
          The purposes of the development of school supervision on teaching management at bangkapi school were to; 1) develop the school supervision and 2) study the effects of school supervision process by applying Research and Development approach. There were 4 steps in this study; 1) survey the problems, needs then study and synthesize primary data, 2) construct and evaluate school supervision process on teaching management, 3) try out the school supervision on teaching management and 4) develop the supervision process on teaching management. The Samples of this study were; 1) 3 teachers who instructed grade 9th stedents in Basic English course and 2) 530 of grade 9th  students in academic year 2015. The sampling applied in this study was cluster random sampling. The instruments implied to this study were school supervision on teaching management assessment form, problem and needs analysis interview form, teaching management evaluation form, larning outcome in basic English evaluation form, students’ satisfaction questionaires, and teachers’ satisfaction questionaires. The statistic used in this study were; T-test (one-sample T-test) and T-test for independent sample and the content analysis was analized to find out qualitative data.

The results of this study were as follows;

1.       7 experts agreed that the school supervision on teaching management at Bangkapi School was appropriate and practical at high level and each element was consistent. In addition, the school supervision included 6 steps;

1) Management by data (M), 2) Planing  (P), 3) Informing (I) which consisted
of 5 steps in teaching; a) Motivation, b) Mind-Mapping, c) Integrating, d) Iearning by doing and e) Practicing, 4) Allocating Resource (A), 5) Doing (D) and 6) Assessing Process (A)

2.       After the school supervision on teaching management, the results showed that;

2.1.             Teachers’ teaching efficiency was at the acceptable level.

2.2.             Grade 9th students had higher post-test mean score in English than the pre-test mean score at the statistic significant level 0.05.

2.3.             Students’ satisfaction toward teachers who had participated in school supervision was at the highest level which was different from the standard criteria at the statistic significant level at 0.05 and was considered higher than the standard criteria.

2.4.             Grade 9th students in academic year 2015 had higher mean score on English in the National Test than the whole country’s mean score.

 

The study and Development in school supervision on teaching management at Bangkapi School is an approach that should be continued developing and applied in other supervision for teachers in different departments at Bangkapi School.

 

Key word : supervision process , teaching management

 

บทนำ

คุณภาพของครูในหลาย ๆ ด้านจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษา  ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพของนักเรียนจึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาครูเป็นอันดับแรก  ถ้าครูมีคุณภาพยังไม่ดีพอก็เป็นการยากที่จะพัฒนาให้นักเรียนมีคุณภาพที่ดีได้  ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาโรงเรียนบางกะปิได้มีการสำรวจและศึกษาสภาพปัญหาการจัดการศึกษาของโรงเรียนพบว่า  กระบวนการนิเทศภายในของโรงเรียนยังขาดการดำเนินการที่ต่อเนื่องเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน กรณีดังกล่าวนี้อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการสอนของครูและประสิทธิผลทางการเรียนของนักเรียน  สอดคล้องกับผลจากการจัดประชุมเรื่องการปฏิรูปการเรียนสู่ผู้เรียนของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา [1]  ซึ่งพบปัญหาว่า ปัจจุบันวิธีการสอนของครูยังไม่จูงใจให้เด็กอยากเรียน ครูใช้วิธีการสอนแบบเดิม ๆ ไม่มีกิจกรรมที่ทำให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน  สภาพการเรียนการสอนในปัจจุบันไม่สามารถดึงศักยภาพของตัวเด็กออกมาได้ เด็กเหมือนถูกกำหนดให้เรียน ไม่มีชั่วโมงที่จะดึงศักยภาพของเด็กออกมาได้อย่างเต็มที่ เช่น เด็กบางคนชอบศิลปะ ชอบกีฬา แต่ชั่วโมงเรียนไม่มากพอที่จะให้แก่เด็ก และยังพบว่าการศึกษาปัจจุบันอ่อนเรื่องการนิเทศติดตาม ผู้บริหารหรือ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาจึงควรต้องกำหนดภารกิจให้น้ำหนักในการลงพื้นที่ไปทำงานร่วมกับสถานศึกษา   

การนิเทศภายในโรงเรียนเป็นกระบวนการในการปฏิบัติงาน ที่ผู้บริหารและครูอาจารย์ในโรงเรียนร่วมมือกันจัดทำขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอน ในทางที่จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นและมีลักษณะที่พึงประสงค์  การนิเทศการจัดการเรียนการสอนหรือการจัดการเรียนรู้นั้นจัดเป็นงานหลักประการหนึ่งของการนิเทศภายในโรงเรียน เป็นภารกิจงานที่มีความสำคัญยิ่งของการบริหารงานวิชาการ  โดยการนิเทศภายในโรงเรียนมีความมุ่งหมายเพื่อ พัฒนาและส่งเสริมการบริหารและงานวิชาการของโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการสำรวจ วิเคราะห์ วิจัยและประเมินผลเพื่อปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาเป็นการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐาน และเอกสารทางวิชาการให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของโรงเรียนและครูผู้สอน ตลอดจนเป็นการพัฒนาโดยเฉพาะครูผู้สอนให้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์อันจำเป็นที่จะนำไปใช้ในการเรียนการสอน การจัดการศึกษา ทั้งให้สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นได้ [2]                       

จากปัญหาการนิเทศการศึกษาและการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิดังที่กล่าวไว้ในเบื้องต้น  โรงเรียนโดยคณะกรรมการกลุ่มบริหารวิชาการจึงมีความเห็นร่วมกันว่า ควรให้ความสำคัญต่อกระบวนการนิเทศภายในของโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น  โดยเฉพาะด้านการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอน ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกเกี่ยวกับเทคนิควิธีการสอนให้ครู  ซึ่งโรงเรียนอาจช่วยครูผู้สอนได้ด้วยการพัฒนาหารูปแบบเทคนิควิธีการสอนที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนบางกะปิ และถ่ายทอดองค์ความรู้นั้นต่อไปยังครูผู้สอนด้วยระบบการนิเทศ  โดยหวังว่าการดำเนินการดังกล่าวนี้น่าจะเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มเทคนิควิธีการสอนให้ครู  พร้อมทั้งเป็นการช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้นได้  การพัฒนางานนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ จึงควรเป็นการพัฒนางานวิชาการซึ่งเกี่ยวกับกระบวนการนิเทศด้านการจัดการเรียนการสอน ในลักษณะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้บริหารกับครูผู้สอน  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาและปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้เพิ่มมากขึ้น 

          เหตุผลและความสำคัญดังที่ได้กล่าวมา ผู้วิจัยซึ่งรับผิดชอบบริหารงานด้านวิชาการของโรงเรียนบางกะปิ  จึงได้ดำเนินการพัฒนางานนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ ขึ้นมา  ทั้งนี้โดยมีการดำเนินการตามลำดับขั้นตอนของกระบวนการวิจัยและพัฒนาเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การสำรวจสภาพปัญหา ศึกษาและสังเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน  ขั้นตอนที่ 2 การสร้าง และตรวจสอบกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน  ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้กระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน และขั้นตอนที่ 4 เป็นการปรับปรุงแก้ไขกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน  ซึ่งผลจากการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยคาดหวังว่า  การพัฒนางานนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิที่พัฒนาขึ้นมานี้จะสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านการจัดการเรียนการสอนสำหรับครูผู้สอน  ตลอดจนช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลในการนิเทศด้านการจัดการเรียนการสอน และช่วยพัฒนาเทคนิควิธีการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ของโรงเรียนบางกะปิ ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

 

วัตถุประสงค์ของการวิจัย         

          1.  เพื่อพัฒนากระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ

          2.  เพื่อศึกษาผลการใช้กระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ

              2.1 สมรรถนะการจัดการเรียนการสอนของครูผู้รับการนิเทศ

              2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งเรียนกับครูผู้รับการนิเทศ

              2.3 ความพึงพอใจของนักเรียน ต่อการจัดการเรียนการสอนโดยครูผู้รับการนิเทศ

              2.4 ผลการทดสอบการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) วิชาภาษาต่างประเทศของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2558

              2.5 ความพึงพอใจของครูผู้รับการนิเทศ ต่อกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ

 

วิธีดำเนินการวิจัย

          การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยโดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) แบ่งการดำเนินการวิจัยออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ คือ 

ขั้นตอนที่ 1  การสำรวจปัญหา ความต้องการ ศึกษาและสังเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ขั้นตอนนี้เป็นการศึกษา สำรวจ ความต้องการในการพัฒนางานนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ และศึกษารวมทั้งสังเคราะห์กระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน  ดำเนินการเป็น 2 ขั้นตอน คือ  ขั้นที่1 สำรวจปัญหาและความต้องการพัฒนางานนิเทศภายในด้วยวิธีการสัมภาษณ์  ขั้นที่ 2 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศและการจัดการเรียนการสอน และสังเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน พบว่า ได้กระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ 6 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่1 การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน (Management by data : M)  ขั้นตอนที่ 2 การวางแผนการนิเทศ (Planning : P)  ขั้นตอนที่ 3 การให้ความรู้ก่อนการนิเทศ (Informing : I)  ขั้นตอนที่ การจัดสรรทรัพยากร (Allocating Resources : A)  ขั้นตอนที่ 5 การปฏิบัติงานตามแผน (Doing : D)  และขั้นตอนที่ 6 การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Assessing Process : A)  และสังเคราะห์ได้วิธีการจัดการเรียนการสอน 5 ขั้น คือ 1) การสร้างเสริมแรงบันดาลใจ 2) การใช้ผังมโนทัศน์ 3) การถ่ายโยงการเรียนรู้  4) การเรียนรู้จากการปฏิบัติ 5) การสร้างความชำนิชำนาญ 

ขั้นตอนที่ 2  การสร้างและตรวจสอบกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากขั้นตอนที่ มาใช้ร่างกระบวนการนิเทศภายในพร้อมทั้งจัดทำเครื่องมือวิจัย โดยดำเนินการเป็น     3 ระยะ  คือ  ระยะที่ 1 จัดทำโครงร่างกระบวนการนิเทศภายในและเครื่องมือการวิจัย  ระยะที่ 2  ตรวจสอบ  โครงร่างกระบวนการนิเทศภายใน  โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน โดยใช้แบบประเมินโครงร่างกระบวนการ     นิเทศภายใน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและความสอดคล้องของโครงร่างกระบวนการนิเทศภายใน พบว่า     ทุกองค์ประกอบของกระบวนการนิเทศภายในมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยแต่ละองค์ประกอบมีความสอดคล้องเกี่ยวข้องกัน และระยะที่ 3 เป็นการปรับปรุงแก้ไขโครงร่างกระบวนการนิเทศภายในก่อนนำไปทดลองใช้  การจัดทำเครื่องมือวิจัยมีการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เพื่อหาค่าความตรงตามเนื้อหา และผู้วิจัยหาค่าความเที่ยง อำนาจจำแนก และความยากง่ายของเครื่องมือ โดยนำเครื่องมือไปทดลองใช้กับนักเรียนซึ่งไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน  

ขั้นตอนที่ 3  ทดลองใช้กระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน กับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่     ครูผู้รับการนิเทศ (สอนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน) จำนวน 3 คน และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนบางกะปิ จำนวน 530 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)  ใช้แผนการทดลองแบบ One Group Pretest Posttest Design วัดความรู้ภาษาอังกฤษพื้นฐานของนักเรียน ก่อนและหลังการทดลองด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วัดสมรรถนะการจัดการเรียนการสอนของครูผู้รับการนิเทศด้วยแบบประเมินสมรรถนะการจัดการเรียนการสอน และวัดความพึงพอใจของครูผู้รับการนิเทศด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจของครูผู้รัการนิเทศ  พร้อมทั้งประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการการจัดการเรียนการสอนของครูผู้รับการนิเทศด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน 

ขั้นตอนที่ 4  การปรับปรุงแก้ไขกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน  ผู้วิจัยประเมินภาพรวมการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน โดยประมวลผลข้อมูลที่ได้จากการทดลองในขั้นตอนที่ 3  และประเมินภาพรวมกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน ด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม (Focus Group) โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 คน รวมทั้งข้อมูลที่ได้จากการสังเกตและสัมภาษณ์ของผู้วิจัยขณะดำเนินการพัฒนากระวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน มาใช้ประกอบการปรับปรุงแก้ไขกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ ให้มีความถูกต้อง ชัดเจน และมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  สถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบใช้สถิติทดสอบค่าทีแบบ One Sample t-test และ        t-test for dependent sample  ในส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)

 

สรุปผลการวิจัย

1.   ผลการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิพบว่า

1.1  การสร้างกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ ได้

กระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ ประกอบด้วยการดำเนินงาน 6 ขั้นตอน คือ  ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน (Management by data: M)  ขั้นตอนที่ 2 การวางแผนการนิเทศ (Planning: P)  ขั้นตอนที่ 3 การให้ความรู้ก่อนการนิเทศ (Informing: I)  ประกอบด้วยวิธีการจัดการเรียนการสอน 5 ขั้น คือ 1) การสร้างเสริมแรงบันดาลใจ 2) การใช้ผังมโนทัศน์ 3) การถ่ายโยงการเรียนรู้ 4) การเรียนรู้จากการปฏิบัติ 5) การประเมินผลการปฏิบัติงาน  ขั้นตอนที่ 4 การจัดสรรทรัพยากร (Allocating Resources: A)  ขั้นตอนที่ 5 การปฏิบัติงานตามแผน (Doing: D)  และขั้นตอนที่ 6 การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Assessing Process: A)    

1.2  การตรวจสอบกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ

พบว่า กระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และแต่ละองค์ประกอบของกระบวนการนิเทศการจัดการเรียนการสอนมีความสอดคล้องเกี่ยวข้องกัน

2.   ผลการใช้กระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ พบว่า

2.1    สมรรถนะการจัดการเรียนการสอนของครูผู้รับการนิเทศ อยู่ในเกณฑ์ระดับดี

2.2    นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา

ภาษาอังกฤษพื้นฐานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05

2.3  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนโดยครูผู้รับการนิเทศ อยู่ในเกณฑ์ระดับมาก

ซึ่งมีค่าเฉลี่ยระดับควมพึงพอใจแตกต่างจากค่าเฉลี่ยที่เป็นค่าเกณฑ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่เป็นเกณฑ์

2.4    นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2558 มีผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน

(O-NET) วิชาภาษาต่างประเทศสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ

2.5  ครูผู้รับการนิเทศมีความพึงพอใจต่อกระวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของ

โรงเรียนบางกะปิ อยู่ในเกณฑ์ระดับมาก

 

อภิปรายผลการวิจัย

1.   ผลการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ

จากการตรวจสอบพบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และแต่ละองค์ประกอบของกระบวนการนิเทศภายในมีความสอดคล้องเกี่ยวข้องกัน ทั้งนี้เนื่องมาจากผู้วิจัยมีการดำเนินการพัฒนาอย่างเป็นระบบและมีขั้นตอนการพัฒนาที่ชัดเจน เป็นไปตามหลักการนิเทศภายในโรงเรียนตามกระบวนการนิเทศ 4 ขั้นตอนหลัก [3] คือ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ 2) การวางแผน 3) การปฏิบัติการนิเทศ และ4) การประเมินผล ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า กระบวนการนิเทศการศึกษาเป็นงานที่ผู้บริหารและครูอาจารย์ในโรงเรียนต้องร่วมมือกันจัดขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ   การจัดการเรียนการสอนในทางที่จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น และช่วยให้เกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ [4]  ซึ่งการพัฒนากระบวนการนิเทศ    ภายในด้านการจัดการเรียนการสอนในครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้หลักแนวทางการจัดการเรียนรู้จากการปฏิบัติให้เกิดทักษะ ซึ่งเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้แบบปฏิบัติการโดยยึดหลักให้นักเรียนหรือครูผู้รับการนิเทศได้ทำหรือสังเกตเป็น เป็นการเอารูปธรรมมาอธิบายนามธรรมและเป็นวิธีที่ผู้ปฏิบัติสามารถค้นพบข้อสรุปได้ด้วยตนเอง [5] การเรียนรู้จากการปฏิบัติ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีทักษะและประสบการณ์ต่างกันมาร่วมกัน วิเคราะห์ปัญหาในการทํางานแล้ววางแผนในการแก้ปํญหา จากนั้นจะมีการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาตามแผนที่วางไว้ ซึ่งระหว่างการดำเนินการแก้ปัญหากลุ่มผู้เรียนจะมีการพบปะกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องทําให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในการแก้ปัญหา [6]

2.   ผลการใช้กระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ ที่พบว่า

สมรรถนะการจัดการเรียนการสอนของครูผู้รับการนิเทศ อยู่ในระดับดี และครูผู้รับการนิเทศมีความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน (Management by data: M) ตลอดจนร่วมกันวางแผนการนิเทศ (Planning: P) กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในโรงเรียน รวมทั้งครูผู้รับการนิเทศ  ผลจากการวิจัยดังกล่าวนั้นจึงมีความสอดคล้องกับผลการวิจัยของเกรียงศักดิ์ สังข์ชัย [7] ที่พบว่าครูวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับการนิเทศมีสมรรถภาพในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนานักเรียน หลังการใช้รูปแบบการนิเทศการสอนสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบการนิเทศการสอน และครูวิทยาศาสตร์ที่ทำหน้าที่จัดการเรียนรู้มีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศการสอนอยู่ในระดับมากที่สุด  และยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของวชิรา เครือคําอ้าย [8] พบว่า นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู มีสมรรถภาพการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดของนักเรียนประถมศึกษา หลังการใช้รูปแบบการนิเทศสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบการนิเทศ และนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถภาพการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดของนักเรียนประถมศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด  รวมทั้งยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของกนิษฐา เชาว์วัฒนกุล [9]  ซึ่งพบว่า สมรรถนะด้านการสอนของนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู อยู่ในระดับสูงมาก  สมรรถนะด้านการทำวิจัยในชั้นเรียน อยู่ในระดับสูงมาก นอกจากนี้ระดับความพึงพอใจของอาจารย์นิเทศต่อรูปแบบการดูแลให้คำปรึกษาแนะนำอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด  ความคิดเห็นของนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีต่อรูปแบบการดูแลให้คำปรึกษาแนะนำอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด 

การดำเนินการนิเทศการศึกษาภายในโรงเรียน หากผู้นิเทศมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อการพัฒนาครูอาจารย์ในสถานศึกษาโดยคำนึงถึงว่าการนิเทศเป็นการสร้างกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานโดยการแนะนำ เสนอแนะ และให้บริหารด้านวัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนเทคนิควิธีและวิธีปฏิบัติงาน มีการกระทำอย่างเป็นระบบ จะก่อให้เกิดกำลังใจแก่ผู้รับการนิเทศช่วยทำให้การศึกษาเกิดผลสัมฤทธิ์ตามความคาดหวังของการศึกษา [10]  ผู้นิเทศการศึกษาภายในโรงเรียนได้แก่ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ควรเป็นผู้ที่มีบทบาทและหน้าที่ต่อการนิเทศการศึกษาภายในโรงเรียน [2]  ซึ่งผู้ช่วยผู้บริหารทุกฝ่าย มีหน้าที่เป็นทั้งผู้นิเทศและผู้สนับสนุนการนิเทศเช่นเดียวกับผู้บริหารและควรมีบทบาทหน้าที่ดังนี้ 1) เป็นผู้นิเทศภายในโรงเรียน 2) ร่วมวางแผนและวิเคราะห์โครงการนิเทศภายในโรงเรียน 3) รวบรวมโครงการจัดทำแผนงานและปฏิทินปฏิบัติงานนิเทศภายในโรงเรียน 4) ให้คำปรึกษา และให้ความรู้ความเข้าใจแนวทางการนิเทศภายในโรงเรียน 5) เป็นผู้ประสานงานกับบุคลากรภายนอกที่จะมาช่วยงานนิเทศภายในโรงเรียน เช่น ศึกษานิเทศ ผู้เชี่ยวชาญและวิทยากรจากสถาบันต่าง ๆ 6) เป็นผู้ประสานงานระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศ 7) ติดตามและประเมินผล รวมทั้งควบบคุมคุณภาพการดำเนินงานโครงการนิเทศภายในโรงเรียนทุกโครงการ 8) ให้บริการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในเรื่องอุปกรณ์ วัสดุ-ครุภัณฑ์ รวมทั้งการบำรุงขวัญและกำลังใจอย่างสม่ำเสมอ แก่ผู้ดำเนินงานโครงการและผู้ร่วมโครงการ 9) รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานตามโครงการและจัดทำสถิติ และ 10) สรุปผลการดำเนินงานโครงการแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ ซึ่งการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนครั้งนี้ ผู้วิจัยในฐานะผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน กลุ่มบริหารวิชาการ ได้ดำเนินการตามกรอบภาระงานการนิเทศภายในโรงเรียนดังกำหนดไว้ จึงน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้ ครูผู้รับการนิเทศมีสมรรถนะการจัดการเรียนการสอนอยู่ในระดับดี และมีความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ อยู่ในระดับมาก

และการดำเนินการอีกประการหนึ่งที่ผู้วิจัยคิดว่าเป็นองค์ประกอบที่สําคัญที่ช่วยส่งเสริมให้การวิจัยบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้คือ  ผู้วิจัยได้สังเคราะห์องค์ประกอบของกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ จากแนวคิดและทฤษฎีของนักการศึกษาด้านการนิเทศการศึกษาและการจัดการเรียนการสอนหลายท่าน ได้แก่ แฮริส (Harris) แอลเลน (Allen) แกลทธอร์น (Glatthorn) วัชรา เล่าเรียนดี สงัด อุทรานันท์ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ และหลักการจัดการเรียนรู้จากการปฏิบัติของ คูนนี่ (Cooney) กอดอน (Gordon) และสเปนเซอร์ (Spencer) นำมาสังเคราะห์จนได้เป็นกระบวนการนิเทศ 6 ขั้นตอน คือ  ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน (Management by data: M)  ขั้นตอนที่ 2 วางแผนการนิเทศ (Planning: P)  ขั้นตอนที่ 3 การให้ความรู้ก่อนการนิเทศ (Informing: I)  ขั้นตอนที่ 4 การจัดสรรทรัพยากร (Allocating Resources: A)  ขั้นตอนที่ 5 การปฏิบัติงานตามแผน (Doing: D) และขั้นตอนที่ 6 การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Assessing Process: A)  อีกทั้งผู้วิจัยยังได้ดำเนินการนิเทศภายในโรงเรียนตามแนวทางการนิเทศของอัญชลี โพธิ์ทอง [2] ซึ่งมีวิธีดำเนินการ 4 ชั้นตอน เป็นแนวทางหลักในการดำเนินการ มีรายละเอียดดังนี้ 

    ขั้นที่ การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ  มีขอบข่ายงานที่ต้องปฏิบัติคือ

1.       ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล ตัวบ่งชี้คุณภาพด้านต่าง ๆ ของงาน เช่น ผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนของนักเรียน  การไม่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ มาตรฐานโรงเรียน  เป้าหมายของโรงเรียน หรือนโยบายของหน่วยงานต้นสังกัด ฯลฯ

2.   สำรวจและประเมินความต้องการของครู หรือคณะกรรมการในกลุ่มงานนั้น ๆ

3.       จัดลำดับความสำคัญของปัญหาและความต้องการ

4.       วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา กำหนดกิจกรรมการนิเทศ และดำเนินการตามความต้องการ

    ขั้นที่ การวางแผน 

1.       การกำหนดวิธีดำเนินการ  นำข้อมูลขั้นตอนที่ 1 มาแจกแจงรายละเอียดที่ประกอบด้วย

วัตถุประสงค์  เป้าหมาย  และวิธีดำเนินการ

2.       การจัดทำโครงการนิเทศ

    ขั้นที่ การปฏิบัติการนิเทศ  เป็นการปฏิบัติตามปฏิทินที่กำหนดไว้ตามโครงการหรือกิจกรรม

    ขั้นที่ การประเมินผล  เป็นการประเมินกระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนโดยคณะกรรมการนิเทศภายในโรงเรียน มีขอบข่ายการประเมินคือ

1.       ประเมินการดำเนินงานทุกขั้นตอน

2.       นำผลการประเมินโครงการในขั้นตอนที่ 3  มาเป็นข้อมูลกระบวนการ

3.   ประเมินความพึงพอใจของครูในการมีส่วนร่วมในกระบวนการนิเทศ

ในส่วนผลการวิจัยที่พบว่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนโดยครูผู้รับการนิเทศ อยู่ในระดับมาก รวมทั้งนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2558 มีผลการทดสอบการศึกษาระดับชาติ ขั้นพื้นฐาน (O-NET) วิชาภาษาต่างประเทศสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ  น่าจะเป็นผลที่เกิดมาจากการใช้กระบวนการนิเทศการศึกษา เป็นไปตามแนวคิดของซัลลิแวนและแกรนซ์ [11] ซึ่งให้ความหมายของการนิเทศการศึกษาว่า  เป็นกระบวนการทำงานร่วมกันของครูและบุคลากรอื่นทางการศึกษา เพื่อปรับปรุงพัฒนาการสอนและเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  โดยการนิเทศการศึกษาภายในโรงเรียนนั้น เป็นประโยชน์ต่อนักเรียนคือ ช่วยให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ [4]  ผลที่ได้จากการวิจัยดังกล่าวนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของสามารถ ทิมนาค [12]  ได้พัฒนารูปแบบการนิเทศการสอนตามแนวคิดของคลิ๊กแมน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการอ่านหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการสอนของครูที่ได้รับการนิเทศการสอนอยู่ในระดับมากที่สุด  และยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของกนิษฐา  เชาว์วัฒนกุล [9]  ซึ่งพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่สอนโดยนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

ประสิทธิผลการวิจัยที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลมาจาก ผู้วิจัยได้ศึกษาและสังเคราะห์วิธีการจัดการเรียนการสอนจากแนวคิดและทฤษฎีการเรียนรู้ของนักการศึกษาหลายท่าน เช่น ธอร์นไดค์ (Thorndike) พาฟลอฟ (Pavlov) กัทธรี (Guthrie) เคิร์ท เลวิน (Kurt Lewin) ทอลแมน (Tolman) เพียเจต์ (Piaget) บรุนเนอร์ (Bruner) การเย (Gagne) สิปนนท์ เกตุทัต ทิศนา แขมมณี อารี พันธ์มณี  อัลท์ (Ault) คูนนี่ (Cooney) กอดอน (Gordon) และสเปนเซอร์ (Spencer) ผลจากการสังเคราะห์วิธีการจัดการเรียนการสอน ได้วิธีการจัดการเรียนการสอน 5 ขั้น คือ 1) การสร้างเสริมแรงบันดาลใจ 2) การใช้ผังมโนทัศน์ 3) การถ่ายโยงการเรียนรู้ 4) การเรียนรู้จากการปฏิบัติ 5) การสร้างความชำนิชำนาญ  โดยวิธีการจัดการเรียนการสอนผู้วิจัยใช้แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ กล่าวคือเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นหลักสำคัญ โดยคํานึงถึงความเหมาะสมกับผู้เรียนและประโยชน์สูงสุดที่ผู้เรียนควรได้รับ มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างตื่นตัวและได้ใช้กระบวนการเรียนการสอนต่าง ๆ อันจะนำผู้เรียนไปสู่การเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง  การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมีแนวทางการจัดดังนี้ [13]

1.       กิจกรรมมีหลากหลาย และตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ การสอนต้องสนอง

วิธีการทางของสมองที่แตกต่างกัน ลักษณะของจิตวิทยาที่แตกต่างกัน

2.       การสอนที่เน้นการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการคิดระดับสูง เช่น การคิดวิเคราะห์โดยใช้หลัก

เหตุและผล ตรรกะ การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

3.       การสอนแบบบูรณาการวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

4.   ผู้เรียนต้องมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของตน ผู้เรียนควรมีสิทธิในการกำหนดทิศทางใน  

การเรียนรู้ เสนอสิ่งที่อยากเรียนรู้

5.   ผู้เรียนต้องมีส่วนร่วมกับสังคม และสังคมชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

6.       การพัฒนาหลักสูตร การวางแผนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และ

ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนที่สอดคล้องกัน

7.       เน้นการสอนทั้งรูปแบบเรียนรู้ โดยจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก

8.       เวลาในการเรียนการสอนส่วนใหญ่เป็นเวลาที่ให้ผู้เรียนได้เป็นผู้ออกหรือทำกิจกรรมครู

ลดบทบาทการควบคุมและการใช้เวลากำกับดูแลและสั่งสอน

9.       การสอนไม่จำกัดเฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น

ความพึงพอใจ ซึ่งเป็นความรู้สึก นึกคิด หรือเจตคติของบุคคลที่มีต่อการทำงานหรือการปฏิบัติกิจกรรมเชิงบวก  เป็นความรู้สึกพอใจ ชอบใจ ในการร่วมปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอนและต้องการดำเนินกิจกรรมนั้น ๆ จนบรรลุผล  ซึ่งกรณีความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยครูผู้รับการนิเทศอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้เนื่องด้วยการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยสนับสนุนให้ครูผู้รับการนิเทศ ดำเนินการจัดการเรียนการสอนประกอบด้วยเทคนิคการสร้างเสริมแรงจูงใจในด้านต่าง ๆ ได้แก่ บรรยากาศในการเรียน วิธีการสอนของครู ลักษณะอารมณ์และบุคลิกภาพของครู เนื้อหา ความต้องการ เป้าหมาย ความสนใจ แรงกดดันต่าง ๆ ในตัวผู้เรียน [9] โดยมีการดำเนินการดังนี้ 1) ครูสร้างความเชื่อมั่นและคาดหวังเชิงบวกในการเรียนให้แก่นักเรียน 2) การให้เด็กได้เห็นคุณค่าสิ่งที่เรียน ครูสามารถช่วยให้เด็กเห็นคุณค่าสิ่งที่เรียนได้โดยใช้ทั้งสิ่งจูงใจภายใน อันได้แก่ การเสนอเนื้อหาและกิจกรรมที่สอดคดล้องกับความต้องการ ความสนใจ และความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก และสิ่งจูงใจภายนอกที่อาจอยู่ในรูปรางวัลหรือสื่งตอบแทนอย่างอื่น เช่น การพูดชมเชย 3) การช่วยให้เด็กเกิดความสนใจในสิ่งที่เรียน

ผลการทดสอบการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) วิชาภาษาต่างประเทศ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนบางกะปิ มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าระดับประเทศ ทั้งนี้อาจเนื่องจากในการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนผู้วิจัยใช้การพัฒนาเชิงระบบ โดยนำวิธีการจัดการเรียนการสอนทีได้ออกแบบและพัฒนาไว้มาให้ครูผู้รับการนิเทศนำไปใช้ดำเนินการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ผู้สอนกำหนดไว้ รวมทั้งนำรูปแบบการเรียนรู้(รูปแบบการสอน) วิธีการเรียนรู้(วิธีสอน) และเทคนิคการเรียนรู้(เทคนิคการสอน) มาประยุกต์ใช้ตามที่ออกแบบไว้ [14] การดำเนินการดังกล่าวจึงส่งผลต่อเนื่องกับความรู้ความจำของนักเรียนในระยะยาว  สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ (Thorndike) เชื่อว่าการเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองซึ่งมีหลายรูปแบบ บุคคลจะมีการลองผิดลองถูกปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพบรูปแบบการตอบสนองที่สามารถให้ผลที่พึงพอใจมากที่สุด เมื่อเกิดการเรียนรู้แล้วบุคคลจะใช้รูปแบบการตอบสนองที่เหมาะสมเพียงรูปแบบเดียว และจะพยายามใช้รูปแบบ

นั้นเชื่อมโยงกับสิ่งเร้าในการเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ [15]

 

ข้อเสนอแนะ

1.      ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้

1.1  การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานควรสำรวจและศึกษาให้ครบและตรงกับความต้องการ

ของครู เพื่อให้ครูสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

1.2  ครูผู้สอนสามารถปรับกิจกรรมย่อยในแต่ละขั้นของวิธีการจัดการเรียนการสอน เพื่อการจัด

การเรียนการสอนที่มีความหลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น

1.3   ผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่มควรมีส่วนร่วมในการวางแผนการนิเทศ

1.4  การดำเนินการนิเทศภายใน ผู้บริหารสถานศึกษาควรจัดกิจกรรมการนิเทศให้มีบรรยากาศที่

ผ่อนคลาย และเป็นประชาธิปไตย

1.5  การประเมินผลการนิเทศผู้บริหารสถานศึกษา ควรมีการส่งเสริมและเพิ่มบทบาทให้

ผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่มมีส่วนร่วมในการประเมินการนิเทศภายในโรงเรียน

2.       ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป

2.1  ควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อนำกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของ

โรงเรียนบางกะปิ ไปทดลองเปรียบเทียบกับกระบวนการนิเทศการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบอื่น ๆ

2.2  ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการนำกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของ

โรงเรียนบางกะปิ ไปใช้ในระดับชั้นต่าง ๆ

2.3  ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการนำกระบวนการนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอน

ไปใช้ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับรายวิชาอื่น ๆ และหลากหลายระดับชั้น

 

เอกสารอ้างอิง

[1] สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ. (2558). โครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน (พ.ศ. 2557-2560)    

         “สะท้อนปัญหาและทางออก ตอบโจทย์ปฏิรูปการศึกษาไทย”. กรุงเทพฯ: 21 เซนจูรี่ จำกัด.

[2] ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2553). การบริหารงานวิชาการ. กรุงเทพฯ: ศูนย์สื่อเสริมกรงเทพฯ.

[3] อัญชลี โพธิ์ทอง. (2548). นิเทศการศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

[4] อารมณ์ ฉนวนจิตร. (2556). นวัตกรรมนิเทศการจัดการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์

มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

[5] Cooney, Thomus J. (1975). Dynamics of Teaching Secondary School Mathematics.

Boston: Houghton Mifflin.   

[6] Gordon, S.E. (1993).  We Do: Therefore, We Learn. Training & Development. Vol. 47,

no.10.

          [7] เกรียงศักดิ์ สังข์ชัย. (2552). การพัฒนารูปแบบการนิเทศการสอนครูวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาศักยภาพนักเรียน 

                    ที่มีแววความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์. วิทยานิพนธ์ ปร.ด. (หลักสูตรและ   การสอน). กรุงเทพฯ:  

                    บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยศิลปากร. ถ่ายเอกสาร.

          [8] วชิรา เครือคำอ้าย. (2552). การพัฒนารูปแบบการนิเทศนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเพื่อพัฒนา

                    สมรรถภาพการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษา. วิทยานิพนธ์ ปร.ด. (หลักสูตร

                    และการสอน). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยศิลปากร. ถ่ายเอกสาร.

          [9] กนิษฐา เชาว์วัฒนกุล. (2553). การพัฒนารูปแบบการดูแลให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสอน

                    และการทำวิจัยในชั้นเรียนของนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูสาขาการสอนคณิตศาสตร์. วิทยานิพนธ์  

                    ปร.ด. (หลักสูตรและการสอน). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยศิลปากร. ถ่ายเอกสาร.

[10] ภาวิดา ธาราศรีสุทธิ. (2550). การจัดและการบริหารงานวิชาการ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์

มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

[11] Sergiovanni, T.J.g; & Starratt, R.J. (2007).  Supervision: A redefinition. (8thed.).
          New York: McGraw-Hill.

          [12] สามารถ ทิมนาค. (2553). การพัฒนารูปแบบการสอนตามแนวคิดของกลิ๊กแมน เพื่อพัฒนาสมรรถภาพการ

                     จัดการเรียนรู้ด้านทักษะการอ่านของครูภาษาไทย. วิทยานิพนธ์ ปร.ด. (หลักสูตรและการสอน).

                     กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยศิลปากร. ถ่ายเอกสาร.

           [13] สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2543). การปฏิรูปการเรียนรู้ผู้เรียนสำคัญที่สุด.  กรุงเทพฯ:

                     โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

[14] สุคนธ์ ภูริเวทย์. (2554). การออกแบบการจัดการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์

            มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

[15] Hergenhahn, B.R. & Olsen, M.H. (1993).  An introduction to theories of learning.

(4thed.). Englewood Cliffs, New Jersey: Prentice Hall.

 

 

 

 

 

 



ผู้เขียน : ทิชา แสงเล็ก
หน่วยงาน : สพม.2
จันทร์ ที่ 6 เดือน สิงหาคม พ.ศ.2561
เข้าชม : 55
Not Rated stars เฉลี่ย : Not Rated จาก 0 ครั้ง.


ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 อันดับล่าสุด

      การพัฒนางานนิเทศภายในด้านการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบางกะปิ 6 / ส.ค. / 2561
      เรื่องน่ารู้ : ท้อ สรรพคุณช่วยป้องกันหวัด 28 / มี.ค. / 2561
      เรื่องน่ารู้ : ฟักทอง 8 / มี.ค. / 2561
      คู่มือผู้สูงอายุไทย สไตล์กรมพลศึกษา 7 / มิ.ย. / 2559
      เรื่องน่ารู้ : มะขามป้อม 1 / มิ.ย. / 2559


เชิญร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยสมัครเป็นสมาชิกของศูนย์จัดการความรู้
สิทธิของสมาชิก สามารถบันทึกขุมความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และดาวน์โหลดได้
คลิกที่นี่สมัครสมาชิก
    
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต ๒
ลาดพร้าว สามเสนนอก ห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310
โทรศัพท์ โทรสาร